Archive for the ‘ข่าวเทคโนโลยี’ Category

ค่ายรถคอนเฟิร์ม!… ปีฉลูไม่ฉลุย

Tuesday, January 6th, 2009

ค่ายรถยักษ์ใหญ่อเมริกาส่อล้มละลาย
ญี่ปุ่นลดกำลังการผลิตรถเป็นประวัติการณ
จีเอ็มเลื่อนลงทุนผลิตเครื่องดีเซลในไทย
บริษัทรถ-ชิ้นส่วนเลิกจ้างพนักงาน ฯลฯ
นั่นคือหัวข้อข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ ในช่วงส่งท้ายปีหนู 2551 หรือปีชวดที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อปีวัว 2552 หรือปีฉลูย่างก้าวเข้ามา วิกฤตดังกล่าวจะจากไปพร้อมกับปีชวด หรือจะเป็นปีแห่งการ เผาจริงผู้ที่น่าจะให้คำตอบได้ชัดเจนที่สุด ต้องเป็นบรรดาผู้บริหารระดับบิ๊กบอสของแต่ละค่ายรถว่า ตลาดรถยนต์ไทยปีฉลู จะฉลุยหรือไม่?

ค่ายยักษ์ใหญ่ทำใจยอมรับตลาดหดตัว

ตลาดรถยนต์ไทยในปี 2551 น่าจะพอประครองให้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ประมาณ 630,000 คัน แต่สำหรับปี 2552 ยังเป็นเรื่องที่น่าวิตก เพราะจากปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งในประเทศและทั่วโลก อันเกิดจากผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องเจอวิกฤติพร้อมกันทั้ง 2 ด้าน คือตลาดในประเทศก็หดตัว จากภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 2% จึงคาดว่าตลาดรถยนต์ในประเทศปี 2552 นี้ น่าจะอยู่ที่ 6.10-6.3 คัน ขณะที่ตลาดส่งออกก็หดตัวลง ซึ่งขณะนี้ออเดอร์จากประเทศต่างๆ เริ่มลดลงแล้ว

ชัดเจนแบบไม่ต้องคอนเฟิร์ม หรือฟันธง! เพราะเป็นการวิเคราะห์ของคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์โดยตรงอย่าง นินนาท ไชยธีรภิญโญประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ และรองประธานกรรมการบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด


โมริคาซุ ชกกิ� กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

เช่นเดียวกับ อีซูซุ จากการเปิดเผยของ โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ระบุว่าปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และเมื่อบวกปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง จะทำให้ตลาดรถยนต์ของไทยปีนี้หดตัวลงจากปีที่ผ่านมาแน่นอน รวมถึงภาพรวมของตลาดส่งออกรถยนต์จากไทย และเชื่อว่าจะใช้ระยะเวลานานพอสมควรในการฟื้นตัว

“ตลาดรถยนต์ไทยที่หดตัวลง ถ้าเปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์เมื่อปี 2540 มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากวิกฤตต้มยำกุ้งทำให้กำลังซื้อในประเทศหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ครั้งนี้กำลังซื้อในประเทศยังคงมีอยู่ แต่ผู้บริโภคเกิดความวิตกกังวล ทำให้ชะลอการใช้จ่ายออกไป ดังนั้นบริษัทฯ เห็นว่าการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค จึงเป็นหนทางในการแก้ปัญหาได้ดีกว่าการกระตุ้นยอดขาย ด้วยแคมเปญที่รุนแรงอย่างในช่วงที่ผ่านมา”


เทียรี่ เวียดิว� กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด

มิตซูฯ-นิสสันเชื่อยอดรวมต่ำ6แสนคัน

การที่ค่ายยักษ์ใหญ่ยอมรับว่า ตลาดรถยนต์ในปีฉลูหดตัวนี้นับว่าลำบากแล้ว แต่ในส่วนของค่ายพระรองลงกลับมองสถานการณ์เลวร้ายหนักกว่าอีก!! ก่อนอำลาจากตำแหน่ง เทียรี่ เวียดิว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด ให้ความเห็นครั้งสุดท้ายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2008 ที่ผ่านมาว่า ผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจโลก จะทำให้ตลาดรถยนต์รวมในประเทศไทยปี 2552 ย่อมลดลงแน่นอน โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะต่ำกว่า 6 แสนคัน

“เศรษฐกิจตกเป็นเหมือนกันทั่วโลก เราก็หลีกหนีภาวะนี้ไม่พ้น แต่สิ่งที่อยากเห็นคือรัฐบาลใหม่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน บริหารประเทศไม่ให้เกิดความเสียหาย พร้อมออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม”

อย่างไรก็ตาม เวียดิวก็ไม่ได้คิดเพียงจะหวังพึ่งรัฐบาลอย่างเดียว จึงต้องพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ด้วยมาตรการรัดเข็มขัด ดูแลค่าใช้จ่าย และปรับกำลังการผลิตให้เหมาะสมกับตลาด แต่ถึงอย่างนั้นยังยืนยันแผนลงทุนโครงการ อีโคคาร์ มูลค่ากว่า 5 พันล้านบาทตามเดิม โดยจะมีรถทำตลาดในปี 2553 แน่นอน


มิจิโร่ อิมาอิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

ไม่เพียงนิสสันเท่านั้นที่มองว่าตลาดรถยนต์ไทยจะต่ำกว่า 6 แสนคัน ทางด้านบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โดยการเปิดเผยของ มิจิโร่ อิมาอิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ว่า ตลาดรถยนต์โดยรวมของปีนี้ คาดว่าจะต่ำกว่า 6 แสนคัน ทำให้ยอดขายรถยนต์ของมิตซูบิชิน่าจะลดลง จากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ตามเป้าหมายประมาณ 26,000 คัน

“ครึ่งปีแรกจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก จากสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งบริษัทเองมีการเตรียมแผนรับมือไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเสริมประสิทธิภาพเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย ทบทวนงบการตลาดที่คาดว่าจะลดลง ขณะที่โปรดักส์จะมีการเสริมความสดใหม่ด้วยรุ่นพิเศษ และการเสริมรุ่นย่อยในปิกอัพไทรทัน เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า”

นอกจากนี้บริษัทกำลังพิจารณาเรื่องแผนการผลิต แต่คงไม่สามารถให้รายละเอียดเชิงลึกได้ โดยที่แน่ๆจะมีการปรับเวลารถยนต์หนึ่งคันที่ออกจากสายการผลิต(Tag time)ให้ช้าลง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาด และการส่งออกที่มีออร์เดอร์ลดลง


พิทักษ์ พฤทธิสาริกร� กรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)

ฮอนด้าคาดเก๋งซบ-ฟอร์ดเข้มสินเชื่อ

แม้ทุกฝ่ายจะยอมรับตลาดรถยนต์ไทยปีนี้จะลดลง แต่ในส่วนของรถยนต์นั่ง หรือเก๋ง ซึ่งในปีที่ผ่านมามียอดขายเติบโตอย่างมาก จนฉุดให้ตลาดรถยนต์ไทยโดยรวมในปีที่ผ่านมา สามารถประครองตัวเลขให้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ทั้งที่ตลาดใหญ่สุดอย่างปิกอัพติดลบกว่า 15% จึงน่าสนใจว่า ตลาดเก๋งปี 2552 นี้จะเป็นอย่างไร? เรื่องนี้คงต้องฟังเสียงของ ฮอนด้า ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในตลาดเก๋งเมื่อปีที่ผ่านมา

“สภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ย่ำแย่ รวมถึงการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จะส่งผลกระทบกับตลาดรถยนต์ และเชื่อว่ายอดขายรถยนต์โดยรวม จะลดลงกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 10-20% และตลาดรถยนต์นั่งปีนี้คงไม่ร้อนแรงเท่าปีที่แล้ว แต่ตอนนี้คงยังประเมินไม่ได้ว่ายอดขายจะอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งฮอนด้าเองจะพยายามรักษายอดขายไม่ให้ตกมากไปกว่าการหดตัวของตลาดรวม “

นั่นคือบทสรุปของ พิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) และกล่าวต่อว่า บริษัทคงปรับตัวโดยบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งงบประมาณและบุคลากร ขณะที่กิจกรรมการตลาดต่างๆ ก็จะพิจารณาตามความเหมาะสม แต่ทั้งนี้ในกิจกรรมหลักอย่าง ฮอนด้า วัน เมคเรซขอยืนยันว่า จะจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แน่นอน


สาโรช เกียรติเฟื่องฟู� รองประธานอาวุโส ฟอร์ด ประเทศไทย

ขณะที่ สาโรช เกียรติเฟื่องฟู รองประธานอาวุโส ฟอร์ด ประเทศไทย ให้รายละเอียดว่า แม้ราคาน้ำมันจะลดลง แต่รายได้คนก็ลดลงตามไปด้วย จากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรที่ราคาพืชผลลดลง การท่องเที่ยว-การส่งออกชะลอตัว ดังนั้นจำเป็นต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมการควบคุมรายจ่าย และบริหารสต็อกให้เหมาะสม

“ปัญหาสำคัญอีกอย่าง ไฟแนนซ์คงต้องคุมเข้าการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เรื่องแคมเปญ 0% หรือดอกเบี้ยต่ำ อาจทำออกมาลำบาก ส่งผลให้ผู้บริโภคเป็นเจ้าของรถได้ยากขึ้น ซึ่งต่อจากนี้ฟอร์ดจะทำโปรโมชั่นแบบสมเหตุสมผล เพื่อไม่ให้มีปัญหาหนี้เสียและการยึดรถตามมา”


สตีฟ คาร์ไลส์� ประธานกรรมการ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เซาท์อีสต์เอเซีย โอเปอเรชั่นส์ จำกัด (GM) และบริษัท เชฟโรเลตเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

จีเอ็มดีเลย์ลงทุน-โตโยต้าเล็งเลื่อนอีโคคาร์?

เรียกว่าพากันทั้งคอนเฟิร์ม และฟันธง!… วิกฤตเศรษฐกิจโลกกระทบอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยแน่นอน และก็เริ่มส่งสัญญาณให้เห็นกันแล้ว จากการเลิกจ้างพนักงานชั่วคราว ลดการผลิต และที่น่าจับตามองคือโครงการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

“เอ็มจะเลื่อนแผนตั้งโรงงานผลิตเครื่องยนต์ดีเซลแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียนในไทย ออกไปประมาณ 1 ปี หลังจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะเดียวกันบริษัทแม่ที่อเมริกากำลังมีปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก ซึ่งตามกำหนดเดิมจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในปี 2553 กำลังผลิตกว่า 1 แสนเครื่อง/ปี มูลค่าลงทุน 1.46 หมื่นล้านบาท”

เป็นการเปิดเผยของ สตีฟ คาร์ไลส์ ประธานกรรมการ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เซาท์อีสต์เอเซีย โอเปอเรชั่นส์ จำกัด (GM) และบริษัท เชฟโรเลตเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และกล่าวว่า นอกจากนี้จีเอ็มยังเตรียมลดกำลังการผลิตลงประมาณ 10-15% จากที่ผลิตอยู่ 1 แสนคัน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก เนื่องจากโรงงานจีเอ็มที่ระยองนั้น มีสัดส่วนการส่งออกที่สูงกว่า 75% จากยอดผลิตทั้งหมด หลังจากเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีการให้พนักงานหยุดงาน 2 เดือน จากนั้นจะมีการทบทวนแผนการผลิตอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ในส่วนของการดำเนินธุรกจในไทย จีเอ็มยังคงมุ่งมั่น ที่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวในประเทศไทย ดังนั้นนอกจากจะเน้นการพัฒนาเรื่องคุณภาพ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งต่อแบรนด์แล้ว การปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ และการปรับโครงสร้างการบริหารภายในบริษัท รวมถึงแผนการตลาดที่ได้มีการปรับใช้มาระยะหนึ่งแล้ว และแผนการดำเนินงานที่วางไว้ในอนาคต จะช่วยให้จีเอ็มสามารถรักษาตำแหน่งและเพิ่มขีด ความสามารถแข่งขัน

ไม่เพียงจีเอ็มเท่านั้นที่ชะลอการลงทุน ค่ายยักษ์ใหญ่ในไทยอย่าง โตโยต้าก็กำลังศึกษาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนโครงการรถประหยัดพลังงานขนาดเล็ก หรือ อีโคคาร์ หรือไม่?

“โตโยต้าอยู่ระหว่างการพิจารณาว่า จะเลื่อนโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) ออกไปหรือไม่ เพราะในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเราต้องพิจารณาอย่างลึกซึ้ง เหมาะที่จะลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาทหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้คงจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้”

นินนาทกล่าว ทั้งหมดเป็นการคอนเฟิร์ม และฟันธง! ของแม่ทัพบริษัทรถยนต์ ทั้งค่ายใหญ่ค่ายน้อย พร้อมแผนการรับมือคร่าวๆ ส่วนสุดท้ายใครจะร่วง หรือประคองสถานการณ์ได้ดีกว่ากัน ต้องรอดูฝีมือกันอีกทีตอนสิ้นปีฉลู (ไม่ฉลุย)