รัฐบาล-ฝ่ายค้าน แบ่งเวลาชำแหละงบ

การพิจารณางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 28 ม.ค. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ว่า วิปฝ่ายรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านได้หารือเบื้องต้นว่าจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 ม.ค. โดยใช้เวลาประชุมทั้งสิ้นประมาณ 10 ชั่วโมง ให้นายกฯ และ ครม.ชี้แจงและตอบ 2 ชั่วโมงให้สิทธิหัวหน้าฝ่ายค้านอภิปราย 1 ชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้าน 4 ชั่วโมง ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลได้ 2 ชั่วโมง โดยเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ขอเวลาอภิปรายในสัดส่วนของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่ขัดข้อง แต่หากเกินเวลาก็ให้ใช้สัดส่วนของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยไป หากอภิปรายตามกรอบเวลา 10 ชั่วโมงจะเสร็จสิ้นในเวลา 24.00 น. จากนั้นนายกฯจะกล่าวขอบคุณและตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาต่อไป

เปิดประชุมก็ป่วนทันที

ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 จำนวน 116,700 ล้านบาท ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม เมื่อเข้าสู่วาระการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ขอหารือถึงกรณีที่รัฐบาลกำหนดเวลาให้ฝ่ายค้านอภิปรายเพียง 1 วัน ซึ่งไม่เพียงพอ นายชัยจึงไกล่เกลี่ยให้วิปทั้ง 2 ฝ่ายไปตกลงกันอีกที จากนั้นให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ทำให้ทางฝ่ายค้านไม่พอใจ โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ตะโกนใส่ไมโครโฟนว่า “ถ้าจะเอาอย่างนี้พวกผมก็ไม่ อยู่ฟัง” จากนั้นสมาชิกฝ่ายค้านทยอยเดินออกจากห้องประชุมนานประมาณ 5 นาที กระทั่งนายธนพล ไชยนันทน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปเคลียร์กับนายประเสริฐ ทั้งหมดจึงทยอยกลับเข้าห้องประชุมอีกครั้ง

“อภิสิทธิ์” แจงขอใช้งบ 1.16 แสนล้าน

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ครม.ขอเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม 116,700,000,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น 97,560,523,700 บาท เป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังจำนวน 19,139,476,300 บาท ด้วยเหตุผลว่าต้องดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระจายไปสู่ทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจ ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกากระทบต่อเศรษฐกิจโลก คาดว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อไทยทั้งด้านการส่งออกและการท่องเที่ยว ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศ การใช้จ่าย การลงทุนอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกกำลังซื้อทั้งในและนอกประเทศ ถดถอย ส่งผลให้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมลดลง จะมีการเลิกจ้างงาน และจะรุนแรงขึ้นในไตรมาสที่ 2 และ 3

กระตุ้นการใช้จ่ายในระบบ

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า รัฐบาลจึงกำหนดแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในระยะเร่งด่วน โดยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายเพื่อสิ่งจำเป็นในชีวิตได้อย่างต่อเนื่องก่อนในระยะแรก และให้มีการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องให้ระบบการผลิตของประเทศดำเนินการผลิตต่อไปได้ ดังนั้น การดำเนินการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลจึงให้ ความสำคัญกับการดำเนินการเรื่องเร่งด่วน ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านต่างๆพร้อมกันอย่างบูรณาการ ตนและ ครม.ได้รับฟังข้อเสนอแนะทั้งจากสมาคมวิชาชีพ นักวิชาการ และตัวแทนของภาคส่วนต่างๆอย่างต่อเนื่อง ได้พิจารณาทบทวนสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ ทางเลือกที่เหมาะสม และความสอดคล้องกับความจำเป็นในการดำเนินนโยบายและมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลแล้ว เห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมเพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงยึดมั่นให้ความสำคัญกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว

มั่นใจฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจได้

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มุ่งเน้น แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้มากที่สุด โดยมีเงินที่พึงได้ตามงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม คือ เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 97,560,523,700 บาท และภาษี และรายได้อื่น จำนวน 19,139,476,300 บาท มีสาระสำคัญเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ กระตุ้นในภาคครัวเรือน ลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ประชาชน และฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการลงทุน ทั้งโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน และบุคลากรภาครัฐ โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน การพัฒนาแหล่งน้ำเกษตร โครงการด้าน พาณิชย์ ด้านการท่องเที่ยว การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารขนาดเล็กและกลาง ฟื้นฟูภาพลักษณ์ประเทศ การเสริมสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตความมั่นคงด้านสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิต อาทิ การจัดศึกษาไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี โครงการเศรษฐกิจพอเพียงยกระดับชุมชน โครงการ สร้างหลักประกันด้านรายได้ผู้สูงอายุ ส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) การบริหารรองรับกรณี ฉุกเฉิน หรือจำเป็น เพื่อเป็นเงินสำรองไว้ในกรณีที่งบประมาณ ปกติไม่เพียงพอรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง มาตรการครั้งนี้มุ่งเน้นเพิ่มอำนาจซื้อให้เกิดการใช้จ่ายต่อเนื่องใน ระบบเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์รวมภายในประเทศ รัฐบาลเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายจะเป็นปัจจัยให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจผ่านไปด้วยดี

“เหลิม” จวกทำผิดหลักเศรษฐศาสตร์

จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรค เพื่อไทย ใช้สิทธิแทนผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายว่า การจัดทำ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาลในอดีต จะทำเมื่อมีการจัดเก็บรายได้เกินดุล มีกำไรแล้วจึงเอามา ใช้จ่าย แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ออก พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมตอนเกิดวิกฤติขณะที่งบขาดดุล ฟันธงได้เลยว่า งบประมาณฉบับนี้ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจตามหลักเศรษฐศาสตร์ ไม่กระจายรายได้ถึงทุกภาคส่วน เม็ดเงิน ไปกระจุกตัวอยู่ที่พรรคแกนนำรัฐบาล และการเอาเงินไป เก็บไว้มือนายกฯกว่า 4,000 ล้านบาท ไม่มีในหลักเศรษฐ ศาสตร์ สำหรับการจัดงบให้กระทรวงต่างประเทศ เพื่อแก้ ภาพลักษณ์ของประเทศถึง 325 ล้านบาทนั้น คงไม่พอกับวีรกรรมที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ทำไว้ตอนยึดสนามบิน เพราะมีผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษว่าเป็นผู้ ก่อการร้ายไว้แล้ว ดังนั้น การเอาเงินไปให้ผู้ต้องหาว่าก่อการร้ายสากลนั้น จึงไม่เห็นด้วย เสียของ ส่วนงบของกระทรวงวัฒนธรรม 22 ล้านบาท ไม่เข้าใจว่ากระทรวงนี้ จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจตรงไหน เสียของ

จี้ถามอายหรือไม่ตามรอย “ทักษิณ”

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวต่อว่า ส่วนงบกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา ที่ตั้งไว้ 550 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่า จะนำไป ปรับปรุงตกแต่งสถานที่ท่องเที่ยวนั้น สถานที่ท่องเที่ยวของไทยสวยอยู่แล้ว แต่นักท่องเที่ยวไม่มั่นใจ เพราะมีการ ปิดสนามบิน และขอยืนยันว่ามีการแจ้งความในข้อหาผู้ ก่อการร้ายสากลต่อนายกษิตที่ สภ.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ ไว้แล้ว แต่ที่นายกฯเคยตอบกระทู้ถามว่า ไม่มีการแจ้งความ ไม่มีชื่อนายกษิต ท่านพูดไม่จริง สำหรับนโยบายอภิสิทธิ์ 16 นโยบาย ให้ค่าครองชีพ 2,000 บาท ครอบคลุมผู้ใช้ แรงงาน 9,200,000 คน ถือว่าซื้อเสียงล่วงหน้า และการ ที่บอกว่าต่างชาติใช้แบบนี้นั้นไม่จริง สหรัฐอเมริกาใช้ วิธีคืนภาษีให้ประชาชน ไต้หวันใช้วิธีจ่ายเป็นคูปอง สำหรับ โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือนนั้น นายกฯรู้หรือไม่ว่าคนที่คิดคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่นายสมัคร สุนทรเวช หรือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ แล้วนายอภิสิทธิ์อายหรือไม่ เพราะเคยวิพากษ์ วิจารณ์ว่าเป็นระบอบทุนนิยมสามานย์ แต่มาทำตามแบบนี้ อยากทราบว่ารู้แล้วจะเลิกหรือไม่ ถ้าไม่เลิกนายกฯต้องไปไล่ตบปากคนที่เคยวิจารณ์นโยบายเหล่านี้เอาไว้ ท่านไม่ คิดอะไรใหม่ๆ หรือคิดจะจ่ายเงินอย่างเดียว หากเงินไม่พอ แล้วไปกู้ ซึ่งมันผิดรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.บริหารหนี้

แขวะงบอภิมหาประชานิยม

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวต่อว่า ที่รัฐบาลนี้คุยโม้โอ้อวดว่าจะกระตุ้นจีดีพีให้โตร้อยละ 3-4 ขอบอกเลยว่าไม่เชื่อ เพราะทั่วโลกเผชิญปัญหา รวมถึงมีความไม่เชื่อมั่นจากต่างประเทศ เนื่องจากการเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ มีปัญหา และยังใช้วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจแบบใช้เงินยัดเข้ากระเป๋า เป็นแค่เงินชั่วคราว ทำเพื่อผลทางการเมืองโดยเฉพาะ ประเมินผลยาก รั่วไหลง่าย นอกจากนี้ การที่รัฐบาลอ้างตัวเลขขาดดุล 3.4 แสนล้านบาทนั้น เป็นการจงใจเอาตัวเลขเท็จมาบอกสภา ความจริงแล้วตัวเลขขาดดุลจะอยู่ที่ 4.7 แสนล้านบาท เพราะชัดเจนแล้วว่าจะจัดเก็บภาษีและรายได้ไม่เข้าเป้า เงินคงคลังมีแค่แสนกว่าล้านบาท แต่รัฐบาลต้องจ่าย 1.2 แสนล้านบาทต่อเดือน ชักหน้าไม่ถึงหลัง เศรษฐกิจมีแต่ทรุดกับทรุด นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ เพราะมีตัวช่วย แต่การบริหารบ้านเมืองต้องใช้สมอง และปัญหาที่เป็นพรรครัฐบาลหลายพรรค ต้องฟันฝ่า เพราะต้องมีเรื่องความไม่โปร่งใส การฮั้วกัน ขอตั้งชื่องบตัวนี้ว่างบอภิมหาประชานิยม

นายกฯโบ้ยไม่รู้เป็นไอเดีย “ทักษิณ”

ด้านนายอภิสิทธิ์ลุกขึ้นขอใช้สิทธิพาดพิงชี้แจงว่า ไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยว่าใครเป็นคนเริ่มต้นโครงการ 6 เดือน 6 มาตรการ แต่เพิ่งมาทราบเมื่อ ร.ต.อ.เฉลิมบอกว่า เป็นความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะที่ผ่านมาคิดว่าเป็นของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ไม่คิดว่าตนเองจะเป็นเจ้าตำรับทางด้านเศรษฐกิจ เพราะรู้จักประมาณตน และทำตามความจำเป็นของสถานการณ์และเนื้องาน ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิมพูดถึงประชานิยม จะเป็นถึงทุนสามานย์หรือไม่นั้น ขอยืนยันว่าไม่ วันนี้ คนคิดและคนออกนโยบายไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นหัวใจของทุนสามานย์ ส่วนประเด็นการร้องทุกข์กล่าว โทษนายกษิตนั้น ยืนยันว่าในการแจ้งความเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 51 เป็นการแจ้งความในเรื่องที่นายกษิตไปพูดที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในคำแจ้งความมีการโยงถึงเรื่องการปิดสนามบินด้วย ส่วนเรื่องตัวเลขงบประมาณขาดดุลนั้น เป็นการขาดดุลตามงบประมาณที่ตั้งไว้เดิม บวกกับการขาดดุลในครั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายพูดเท็จ

Random Posts

Leave a Reply

CAPTCHA Image